นับเป็นคดีประวัติศาสตร์และบรรทัดฐานสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อศาลพลเรือนมีคำพิพากษาถึงที่สุด สั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ทหารเกิน 10 ปี จากกรณีปฏิบัติการที่นำไปสู่การเสียชีวิตของพลเรือน
📌 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกา (17 มิถุนายน 2569)
ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ157/2567 (คดีเขาตะเว) โดยมีมติ ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนี้:
(ย้อนรอยคำตัดสินก่อนหน้า):
⛰️ ย้อนรอยเหตุการณ์สลด “เขาตะเว”
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 เมื่อชาวบ้าน 3 คน ประกอบด้วย:
นายบูดีมัน มะลี
นายมะนาเซ สะมะแอ
นายฮาฟิซี มะดาโอะ
ได้เดินทางขึ้นไปหาของป่า ตัดไม้ และหาน้ำผึ้งบนเทือกเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ทำมาหากินปกติของชุมชน ทว่ากลับถูกชุดลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 45 ใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตทั้ง 3 ราย
⏱️ การต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม (6 ปี 6 เดือน)
ปี 2564: ผ่านกระบวนการไต่สวนการตาย โดยญาติผู้เสียชีวิตได้แต่งตั้งทนายความจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อพิสูจน์ความจริง
ปี 2566: พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา โดยญาติผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์
ปี 2569: คดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา รวมระยะเวลาการต่อสู้ในชั้นศาลยาวนานถึง 6 ปี 6 เดือน
💡 ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญและเป็น “บรรทัดฐานใหม่”?
คดีนี้ถือเป็น “คดีแรก” ที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารที่ศาลพลเรือน และมีคำสั่งลงโทษจำคุกถึง 10 ปี ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวาง ทำให้ที่ผ่านมามักมีข้ออ้างเรื่องการ “ยิงเพื่อป้องกันตัว” และยากต่อการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการตรวจสอบของศาล คดีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเคารพสิทธิ เสรีภาพ รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน
➡️ ก้าวต่อไป: การฟ้องร้องทางแพ่ง
หลังจากคดีอาญาถึงที่สุด ญาติของผู้เสียชีวิต (ในฐานะผู้เสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่) ยังคงมีสิทธิเดินหน้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยจะทำการฟ้อง หน่วยงานต้นสังกัด (กองทัพบก) ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต่อไป